 |
| |
| ถ้าท่านผู้อ่านลองสำรวจผู้คนที่ใกล้ชิดแล้วจะพบว่า
2 ใน 10 คน |
| ยอมรับว่า
เขามีอาการปวดข้ออยู่ เพราะนั่นคืออุบัติการณ์
ของการปวดข้อที่ดำเนินอยู่ทั่วโลก |
| |
ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคข้ออักเสบมีอาทิ
เช่น |
| --> |
โรคข้ออักเสบจำแนกออกไปอีกได้กว่า
100 ชนิด แต่ที่พบบ่อยคือ
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์และข้อเสื่อม |
| --> |
รูมาติซึ่มเป็นศัพท์ที่ครอบคลุมอาการปวดที่เกิดกับระบบการเคลื่อนไหวของร่างกายหรือกระดูก,
ข้อ, กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น
|
| |
ตลอดจนเนื้อเยื่อประสานที่เกี่ยวข้อง |
| --> |
โรคข้อเป็นสาเหตุอันดับที่
2 รองจากโรคติดเชื้อที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกต้องไปหาหมอ
|
| --> |
การรักษาส่วนใหญ่เป็นไปตามอาการและปัญหาสำคัญที่เกิดจากการรักษาคือยาก่อให้เกิดอาการข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ได้มากและรุนแรง
|
| |
|
 |
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
(RHEUMATOID ARTHRITIS)
|
| |
ร้อยละ
80 ของคนเป็นโรคข้ออักเสบแบบรูมาตอยด์จะมีอายุระหว่าง
30-50 ปี โดยโรคร้อยละ
70 ของคนเหล่านี้ |
| |
จะเป็นไปอย่างเรื้อรังและเลวลงตามลำดับ
ผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชาย
3-5 เท่า การอักเสบมักจะเริ่มขึ้นบริเวณ
|
| |
เยื่อหุ้มข้อ
(SYNOVIAL MEMVRANE) ของข้อนิ้วมือทั้ง
2 ข้าง ทำให้มีอาการปวดบวมและข้อต่อ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเช้า
|
| |
ต่อมานาน
ๆ เข้าโรคจะดำเนินต่อไปจนเป็นที่มือ,
ข้อศอก, เข่า, เท้า จนมีปุ่ม
หรือการบิดเบี้ยวดูพิกลพิการ
|
| |
ความรุนแรงของแต่ละโรคจะแตกต่างกันไปในแต่ละคนเช่นเดียวกับจำนวนข้อที่เป็น
จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า
|
| |
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
เกิดจากอะไร แต่คาดว่าจะมีกลไก
ซึ่งภูมิคุ้มกันของตัวเอง
เกิดอ่านสัญญาณผิดพลาดอย่างไรไม่ทราบได |
| |
้
หันกลับไปเล่นงาน ข้อของตัวเอง
บางทัศนะก็ว่า กลไกดังกล่าว
อาจเกิดจากการกระตุ้นโดยเม็ดเลือดขาว
|
| |
เมื่อมาถึง ก็จะก่อให้เกิดปฏิกิริยา
ที่เรียกว่า OXIDATIVE
BURST REACTION โดยเม็ดเลือดขาวจะเปลี่ยนออกซิเจนให้เป็น |
| |
อนุมูลอิสระ(FREE RADICALS)
ซึ่งเป็นตัวการสร้างความเสียหาย
ให้เกิดขึ้นกับข้อ รวมทั้งเกิดสาร
|
| |
พรอสตาแกลนดินส์
และลูโคไทรน์ อันเป็นตัวเสริมการอักเสบ
และความเจ็บปวด เพิ่มขึ้น |
| |
|
 |
โรคข้ออักเสบแบบข้อเสื่อม
(OSTEOARTHRITIS หรือ DEGENERATIVE
ARTHRITIS |
| |
เป็นโรคข้อที่พบมากขึ้นตามอายุ
โดยมีลักษณะของพยาธิสภาพตามชื่อคือ
การเสื่อมสภาพ ของข้อโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
|
| |
ส่วนกระดูกอ่อน เป็นมาก
ๆ เข้าผิวของข้อที่กระดูก
2 ท่อน มาต่อกัน ก็จะเป็นตะปุ่มตะป่ำ
ผิวกระดูกอ่อนแบนราบลง
|
| |
ช่องว่างของข้อหดแคบลง
จนกระดูกมากระทบกระแทกเสียดสีกันเองโดยตรง |
| |
|
| |
อุบัติการณ์
จะพบความชุกของโรคนี้เพียง
5-10%ในคนหนุ่มสาวอายุระหว่าง
15-25 ปี โดยส่วนใหญ่ |
| |
จะเป็นผลจากการบาดเจ็บ
เช่นกระดูกหักใกล้ข้อ ส่วนในคนที่อายุสูงกว่า
55 ปี จะมีอุบัติการณ์ถึง
80% |
| |
อาการในเบื้องต้น
คือ ปวดข้อและก็เลวลงตามเวลาที่ผ่านไป
ข้อที่ได้รับผลกระทบมาก
คือ ข้อที่แบกรับน้ำหนักตัว |
| |
เช่น สะโพกและเข่า แต่ข้ออื่น
ๆ ก็เป็นได้ทั่วร่างกายอย่างเช่น
กระดูกสันหลังเวลาเสื่อมแล้วจะทำให้ปวดหลัง, |
| |
ปวดเอว,
ปวดคอและปวดไหล่ได้ ปัญหาสำคัญของคนเป็นโรคข้อเสื่อมคือ
อาการปวดที่เกี่ยวกับข้อซึ่งรับน้ำหนักตัวมากดังนั้น
|
| |
วิธีบรรเทาปวดอันสำคัญ
ประการหนึ่งคือ จำกัดน้ำหนักตัวและมีการบริหารร่างกาย
อยู่เป็นประจำ เช่น ขี่จักรยานหรือว่ายน้ำ |
| |
|
 |
การรักษาโรคข้ออักเสบ |
| |
วิธีรักษาทั่วไป
ยังคงเป็นไปตามอาการ โดยไม่มีหลักฐานว่า
จะมีอิทธิพลในการย่นย่อระยะเวลาของการเป็นโรค |
| |
และพัฒนาการของโรคต่อไปหรือไม่ |
| |
1.
ยาแก้ปวดอย่างอ่อนทั่วไป
เช่น พาราเซตตามอล สำหรับกรณีที่ปวดไม่มาก
|
| |
2.
ยาบรรเทาอาการอักเสบชนิดที่ไม่เข้าสารสเตียรอยด์
หรือเอ็นเสด |
| |
(NONSTEROID
ANTI-INFLAMMATORY DRUGSN
หรือ NSAID) เป็นยากลุ่มสำคัญ
เพราะว่าออกฤทธิ์ยับยั้ง |
| |
ขั้นตอนการอักเสบของข้อซึ่งนำไปสู่อาการปวด
ปัญหาของยากลุ่มนี้ เท่าที่ผ่านมาคือ
ยาก่อให้เกิดอาการระคายเคืองของเยื่อบุ
|
| |
กระเพาะอาหาร จนเกิดแผล
และเสียเลือดได้มาก ๆ อย่างที่ประเทศอังกฤษ
เขาพบว่าร้อยละ 45 ของคนที่ใช้ยานี้ |
| |
จะมีอาการข้างเคียง และเพิ่มเป็น
75% ในผู้ป่วยอายุ 65 ปีขึ้นไป
โรคแทรกซ้อนจากยา มีผลทำให้ผู้คนต้องเข้าโรงพยาบาล
|
| |
ในสหรัฐอเมริกาถึงปีละ
70,000 คน โดยมีผู้เสียชีวิตถึง
7,000 ราย |
| |
3.
ยาสเตียรอยด์ (STEROID)
ในรายที่การอักเสบรุนแรงจนยาเอ็นเสดเอาไม่อยู่
อาจ ต้องใช้สเตียรอยด ทั้งชนิดฉีดหรือรั |
| |
บประทานก็ตาม โรคแทรกซ้อนจากการใช้
สเตียรอยด์นาน ๆ ก็คือ
ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนและอื่น
ๆ อีก |
| |
4.
ยาต้านรูมาตอยด์ชนิดออกฤทธิ์ช้า
(SLOW ACTING ANTIRHEUMATOID
DRUG) |
| |
เช่น
GOLD SALT ซึ่งอาจมีฤทธิ์ข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์คือ
ผื่นขึ้น, เกร็ดเลือดต่ำ,
ท้องเสีย, คลื่นไส้ |
| |
ด้วยเหตุนี้
นักวิจัยจึงต้องขวนขวายคิดค้นยาที่ปลอดภัยขึ้นอย่างขะมักเขม้น
เมื่อต้นคริสต์ทศวรรษที่
1990 นี้เอง |
| |
ได้มีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง
ในประเทศเดนมาร์ก ที่เกิดแนวคิดตรงกันว่า
น่าจะมีการนำความรู้ความเชื่อ
|
| |
ของผู้คนในทุกภูมิภาคของโลก
เกี่ยวกับเรื่องพืชสมุนไพร
แล้วใช้ความรู้แผนใหม่วิจัยเพื่อพิสูจน์ว่า
ความรู้ไหน ที่ถ่ายทอดมาแล้ว
|
| |
ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์
หรือความรู้ไหนเป็นแค่ความเชื่อ
|
| |
|
| |
เมื่อปี
ค.ศ.1992 (2535) นักวิทยาศาสตร์หนุ่มสายชีวเคมีและเภสัชวิทยาคนหนึ่ง
ของประเทศเดนมาร์ก ชื่อ
ดร.มอร์เทน ไวด์เนอร์
|
| |
(MORTEN
WEIDNER) ได้รับทุนวิจัย
และก่อตั้งสถาบันวิเคราะห์ยา
(IDA) INSTITUTE OF DRUG
ANALYSIS A/S) |
| |
โดยได้รับความร่วมมือจากหลายองค์กร
สถาบันวิจัยแห่งนี้ มีนักวิทยาศาสตร์ร่วมทำงานถึง
600 คน |
| |
ตั้งอยู่ในสวนวิทยาศาสตร์
ซิมเบียน (SYMBION SCIENCE
PARK) ที่กรุงโคเปนเฮเกน
นครหลวงของประเทศ เดนมาร์ก |
| |
สถาบันวิเคราะห์ยา IDA
ได้ศึกษาพืชจากทั่วโลกกว่า
100 พันธุ์ แต่ก็พบพันธุ์ที่มีผลดีในการรักษาโรคข้ออักเสบ
เพียงเล็กน้อย |
| |
จนกระทั่งมาพบ "ขิง"
ขิงซึ่งคนไทยใช้ ปรุงอาหาร
และทำเครื่องดื่ม และเชื่อว่า
|
| |
เป็นยาบรรเทาอาการท้องอืดนั้น
จัดเป็นพืชทั่วไปของทวีปเอเซีย
และมีปรากฏว่า มีการใช้ในการแพทย์จีน
และชมพูทวีป |
| |
มากว่า 2500 ปีแล้ว โดยเชื่อว่าใช้บรรเทาอาการปวด,
อักเสบ, โรครูมาติก และอาการเมารถ
เมาเรือ |
| |
ที่จริงขิงมีอยู่ทั่วโลก
มากกว่า 200 สายพันธุ์
แต่ที IDA นำมาศึกษามี
100 กว่าชนิด |
| |
และปรากฏเป็นชื่อของพฤกษศาสตร์ว่า
ZINGIBER OFFICINALE ROSCOE |
| |
|
 |
เป้าหมายของโครงการวิจัยขิงก็คือ |
| |
1.
เพื่อแสวงหาสารสำคัญในขิงที่ออกฤทธิ์ในเชิงรักษาโรค |
| |
2.
ศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของสารดังกล่าว |
| |
3.
พัฒนาวิธีการสกัดสาร (STANDARDIZED
GINGER EXTRACT) เพื่อใช้ในการแพทย์ |
| |
จาการวิเคราะห์สารต่าง
ๆ ของขิงก็พบว่ามีสารหลัก
ๆ คือ |
| |
1.
ประกอบด้วยแป้งและโปรตีนเป็นส่วนใหญ่
ซึ่งไม่มีฤทธิ์ทางยา |
| |
2.
น้ำมัน VOLATILE เป็นส่วนที่ได้รส
(น้ำมันหอมระเหย) และกลิ่น
แต่ก็ไม่มีฤทธิ์ทางยา |
| |
3.
สารประกอบฟีนอลิกคีโตน
(PHENOLIC KETONE COMPOUNDS)
ชื่อ HMP เป็นตัวออกฤทธิ์ทางยา |
| |
|
| |
ระหว่างการศึกษาเรื่องขิง
ยังได้ความรู้เพิ่มเติมอีกว่า
ขิงไม่ใช่เป็นแค่ขิง
และไม่ใช่ว่า
ขิงจะเหมือนกันทั่วโลก
เพราะแต่ละแห่ง |
| |
ก็มีความต่างกัน ทั้งกลิ่น,
รสและส่วนประกอบ โดยความแตกต่าง
จะเป็นไปตามสภาพภูมิศาสตร์
(ที่ตั้ง) ของวัตถุดิบ
เหล่านี้ |
| |
และพวกนักวิจัยที่ IDA
พบว่า ขิงดีที่สุดในเชิงรักษาโรค
คือขิงจากตำบลหนึ่ง ในประเทศจีน
ซึ่งทาง IDA |
| |
ขอปิดเป็นความลับ ไม่บอกชื่อตำบลดังกล่าว
ทาง IDA ได้พัฒนาขั้นตอนการสกัดสาร
HMP จากขิงอยู่ระยะหนึ่งจนได้เทคโนโลยี
|
| |
(SELECTIVE EXTRACTION)
ซึ่งสามารถเพิ่มผลผลิตได้กว่า
90% จากคำบอกเล่าของ ดร.ไวด์เนอร์
|
| |
เขากล่าวว่า
ระหว่างขั้นตอนการสกัดขิงนั้น
ได้ สารจินเจอรอล
(GINGEROLS) ซึ่งเป็นคำรวม
เรียกสาร |
| |
ที่ออกฤทธิ์ทางยาของขิง
แต่ในกระบวนการ สกัดสาร
พบว่าได้เกิดผลที่ไม่อยากให้เกิด
กล่าวคือ มี สารโชกาออล
(SHOGAOLS) |
| |
เกิดขึ้น ซึ่งปรากฏว่ าสารนี้ทดสอบแล้ว
อาจสร้างความระคายเคืองต่อเยื่อบุของทางเดินอาหารได้
|
| |
จึงต้องแก้ไขวิธีการสกัดเสียใหม่
ให้มีความละมุนละม่อม ไม่มีความร้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง |
| |
|
 |
ขอขยายความตรงนี้ว่าสารสำคัญของขิงที่ว่านั้นถ้าเป็นขิงสด
ๆ |
| |
ก็จะได้สารดังกล่าวไปใช้
ได้เต็มที่ (HIGHLY BIOAVAILABLE
FORM) แต่จะให้ได้สารเคมี
ดังกล่าว |
| |
ในปริมาณมากพอที่จะรักษาโรคได้
คงต้องรับประทานขิงกันวันละหลายสิบหัว
ซึ่งก็คงไม่ไหวแน่ จึงต้องสกัดสารที่ว่านี้
|
| |
ออกมาจากขิง ให้ได้ปริมาณเพียงพอ
แต่ในกระบวนการสกัดนั้น
ขั้นตอนการทำให้แห้ง และการสกัด
|
| |
ก็ไปทำลายสารสำคัญ เสียมาก
สารที่จะไปทำหน้าที่รักษาโรค
ก็จะเหลือให้ใช้น้อยลง
ต้องแก้ไขให้สงวน สารสำคัญไว
|
| |
้ ด้วยเทคโนโลยี ใหม่ โดยสร้างสารประกอบ
"ซินาซิน"
(ZINAXIN) ขึ้น
แล้วจดทะเบียนลิขสิทธิ์วิธีการสกัดไว้ทั่วโลก
|
| |
เพราะคุณสมบัตินี้สำคัญมาก
ต่อการที่จะได้ยารับใช้เราได้อย่างดีที่สุด |
| |
|
| |
กลไกการออกฤทธิ์ของสารประกอบ
HM-33 ก็โดยการไปสกัดกั้นสารเคมี
ที่หลั่งออกมา |
| |
ในร่างกาย ขณะมีการอักเสบของข้อเกิดขึ้นขณะเดียวกัน
ก็สกัดกั้นการเกิดอนุมูลอิสระ
ได้ด้วย จากคุณสมบัติที่คล้ายกับยาเอ็นเสด |
| |
ิ
ยกเว้นไม่กัดกระเพาะอาหารนี่เอง
ทำให้เกิดความหวัง ขึ้นมาว่า
"ซินาซิน"
จะเป็นยาเสริม หรือ ยาแทนที่
ยาเอ็นเสดเสียเลย |
| |
วิธีที่จะทดสอบสมมุติฐานดังกล่าวได้
ก็โดยทำการทดลองรักษาจริง
ๆ ในคน ซึ่งปรากฏว่า การทดลองกับคนไข้โรค |
| |
ข้อเสื่อมชาวเดนมาร์ก
28 ราย ในงานวิจัยที่หนึ่ง
และ 56 ราย ในงานวิจัยที่สอง
ประสบความสำเร็จ |
| |
ในการบรรเทาอาการปวดข้อ
และปวดกล้ามเนื้อ โดยการรับประทานยาซินาซิน
1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น |
| |
โดยรับประทานพร้อมกันไป
กับอาหาร ในเดือนแรก ส่วนเดือนต่อไปอาจจัดขนาด
1 หรือ 2 เม็ด ตามความจำเป็น
หรือตามความรุนแรง |
| |
|
| |
ถ้าท่านผู้อ่านมีอาการปวดข้อขึ้นมา
อย่างเฉียบพลัน ปวดบวมตามข้อมาก
ควรพิจารณาใช้ยากลุ่มเอ็นเสดนำไปก่อน
แล้วในระยะยาว |
| |
จึงค่อยใช้ซินาซินเสริมไปด้วย
หรืออาจจะแทนที่ยาเอ็นเสดไปเลยก็ได้
ส่วนคนที่เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังขนาดอ่อน
หรือปานกลาง |
| |
ก็อาจจะพิจารณาทดลอง ใช้ยาซินาซิน
ขนานเดียว หรือควบกับยาเอ็นเสด |
| |
|
| |
โรคข้ออักเสบนี้มีลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งคือ
มีความเรื้อรังและบ่อยครั้งดื้อยา
คนไข้จึงต้องลองผิดลองถูกเปลี่ยนยา |
| |
ไปเรื่อย ๆจนพบขนานที่ถูกกัน
ก็สบายไปพักใหญ่ ซินาซินก็คงจะมาเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบ |
| |
|
| |
นพ.ชุมศักดิ์
พฤกษาพงษ์ |
| |
|